เลือดออกใต้เยื่อตามักเป็นอาการที่ทำให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์ เนื่องจากเยื่อตาจะมีสีแดงจัดแบบเลือดออก ทำให้ผู้ป่วยกังวลว่าจะมีโรคตาที่รุนแรงเกิดขึ้นเลือดออกใต้เยื่อตา อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

               1. เลือดออกใต้เยื่อตาที่สัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุบริเวณดวงตา ผู้ป่วยมักจะมีประวัติอุบัติเหตุนำมาก่อนอย่างชัดเจน ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องพึงระวังว่าจะมีความผิดปกติในส่วนอื่นของลูกตาที่อยู่ลึกลงไปกว่าชั้นเยื่อตาซ่อนเร้นอยู่ เช่น เปลือกลูกตาแตก เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีที่อุบัติเหตุรุนแรง หรือเลือดที่ออกใต้เยื่อตามีปริมาณมาก

                2. เลือดออกใต้เยื่อตาแบบที่เกิดขึ้นเองไม่สัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเลือดออกใต้เยื่อตามักอยู่ในกลุ่มนี้นั่นคือ ไม่มีประวัติอุบัติเหตุทางตาใดๆนำมาก่อน เลือดออกใต้เยื่อตาในลักษณะนี้ส่วนมากไม่อันตราย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆนอกจากเยื่อตาแดง ไม่มีความสัมพันธ์กับโรคตาหรือโรคทางกายอื่นๆ และมักไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามบางครั้งผู้ป่วยอาจให้ประวัติของการอาเจียน ไอจามอย่างรุนแรง หรือ การเบ่งถ่าย ท้องผูก ท้องเสียนำมาก่อนได้

                โดยทั่วไปโรคเลือดออกใต้เยื่อตาที่ไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาใดๆ  เนื่องจากเลือดที่ออกจะค่อยๆจางหายไปเองภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ระหว่างนี้เลือดที่ออกอาจดูขยายขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงสีอาจเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเหลืองก่อนที่เลือดจะถูกดูดซึมหายไปหมดได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกใต้เยื่อตาเกิดขึ้นเองซ้ำๆ หรือมีเลือดออกง่ายที่บริเวณส่วนอื่นของร่างกาย เช่น มีรอยฟกช้ำตามลำตัวง่าย หรือมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับการตรวจร่างกายหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เลือดออกง่าย นอกจากนี้ยังพบว่าการเกิดเลือดออกใต้เยื่อตาซ้ำๆ อาจมีความสัมพันธ์กับโรคทางกายบางโรคได้ เช่น ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี เบาหวาน หรือการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ  เป็นต้น

โดย  รศ.พญ. เกวลิน  เลขานนท์  อนุกรรมการวิชาการ