วุ้นตาเป็นส่วนประกอบของนัยน์ตามีลักษณะเป็นวุ้นใสอยู่หลังต่อเลนส์ตาหน้าต่อจอประสาทตา โดยจะยึดติดกับผิวของจอประสาทตา
1

              ในภาวะปกติวุ้นตาจะประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจนและกรด hyaluronic  ซึ่งทำหน้าที่ยึดเส้นใยคอลลาเจนไว้ด้วยกันทำให้วุ้นตามีลักษณะเป็นเจล แต่ในคนสูงอายุกรด hyaluronicจะสลายตัวทำให้วุ้นตาเหลวเป็นน้ำและหดตัวลง         เส้นใยคอลลาเจนจะมารวมตัวกันเกิดเป็นตะกอนขุ่นในวุ้นตา  ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นเป็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา  โดยเฉพาะเวลากลอกตาและเวลามองไปที่ผนังสีขาวหรือท้องฟ้า  ตะกอนเหล่านี้จะคงอยู่ในวุ้นตาตลอดไปโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ  ในระยะแรกผู้ป่วยจะสังเกตเห็นตะกอนเหล่านี้ได้ง่าย  แต่เมื่อเวลาผ่านไปสมองจะเกิดการเรียนรู้และละเลยภาพ ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นตะกอนเหล่านี้ลดลง  นอกจากนี้การมองเห็นจุดสีดำลอยไปมา อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่เป็นอันตรายจำเป็นต้องรับการรักษาโดยเร็วได้แก่  ภาวะเลือดออกในวุ้นตา, เซลล์เม็ดสีรั่วผ่านรูฉีกขาดที่จอประสาทตา เป็นต้น
2

              เมื่อวุ้นตาเหลวตัวและหดตัวยังส่งผลให้เกิดแรงดึงรั้งที่ผิวของจอประสาทตา ทำให้เกิดการกระตุ้นให้เห็นแสงคล้ายแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป  หรือแสงฟ้าแลบในตา แสงแฟลชนี้จะลดความถี่ลงและหายไปเมื่อวุ้นตาร่อนตัวจากจอประสาทตาอย่างสมบูรณ์  แต่ในบางรายแรงดึงรั้งที่เกิดขึ้นอาจทำให้จอประสาทตาเกิดการฉีกขาดซึ่งหากทิ้งไว้อาจทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาหลุดลอก  ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้
3

              ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการมองเห็นจุดดำลอยไปมาหรือเห็นแสงแฟลชในตาจึงควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์  โดยจักษุแพทย์จะหยอดยาขยายม่านตาและตรวจจอประสาทตารวมทั้งวุ้นตา  หากพบรอยฉีกขาดที่จอประสาทตาแพทย์จะทำการรักษาด้วยแสงเลเซอร์  เพื่อปิดรอยฉีกขาดนั้น  แต่ถ้าไม่มีรอยฉีกขาดที่จอประสาทตาแพทย์จะนัดตรวจตาตามความเหมาะสมขึ้นกับความเสียงที่จะเกิดภาวะจอประสาทตาฉีกขาดในผู้ป่วยแต่ละราย  ในรายที่มีอาการคงที่หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงควรตรวจตาตามที่แพทย์นัด  แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงของอาการเช่น  ปริมาณของจุดดำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเห็นแสงแฟลชถี่ขึ้น  ควรพบจักษุแพทย์โดยเร็วเนื่องจากอาจเกิดรอยฉีกขาดใหม่ที่จอประสาทตาขึ้น

โดย : คณะอนุกรรมการวิชาการ ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย